ส่งต่างประเทศ

ส่งของไปต่างประเทศ มีขนส่งอะไรบ้าง

เทียบตัวเลือกขนส่งระหว่างประเทศและเลือกบริการให้เหมาะกับสินค้าและปลายทาง

พอเริ่มขายของให้ลูกค้าต่างประเทศ คำถามที่ตามมาทันทีคือ

“แล้วจะส่งของกับเจ้าไหนดี?”

ในไทยมีทั้งไปรษณีย์ไทย บริษัทขนส่งด่วนระหว่างประเทศอย่าง DHL, FedEx, UPS รวมถึงบริษัทรับส่งพัสดุระหว่างประเทศอีกหลายราย

แต่แต่ละเจ้ามีจุดเด่นไม่เหมือนกัน

บางเจ้าราคาเหมาะกับของชิ้นเล็ก
บางเจ้าถนัดของด่วน
บางเจ้ามีระบบศุลกากรที่แข็งแรง
บางเจ้ารับน้ำหนักมาก
และบางเจ้าก็เหมาะกับร้านที่ส่งของจำนวนมากเป็นประจำ

ดังนั้นอย่าเลือกจากคำว่า “เจ้าไหนดีที่สุด”

ให้เลือกจากคำถามว่า

สินค้าของเราคืออะไร → ส่งไปประเทศไหน → หนักเท่าไหร่ → ลูกค้ารอได้กี่วัน → และเรามีงบค่าส่งเท่าไหร่

1. ไปรษณีย์ไทย — ตัวเลือกแรก ๆ ที่ร้านเล็กควรลอง

ถ้าเพิ่งเริ่มส่งของออกจากไทย ไปรษณีย์ไทย เป็นตัวเลือกที่ควรเอามาเปรียบเทียบก่อน

โดยเฉพาะ EMS World

EMS World เป็นบริการส่งด่วนระหว่างประเทศทางอากาศ รองรับทั้งเอกสารและพัสดุ ติดตามสถานะได้ตลอด 24 ชั่วโมง และรองรับน้ำหนักสูงสุดโดยทั่วไปถึง 30 กิโลกรัม โดยครอบคลุม 95 ประเทศ หรือ 106 ปลายทางตามข้อมูลของไปรษณีย์ไทย

ระยะเวลามาตรฐานที่ไปรษณีย์ไทยระบุไว้ เช่น

ทั้งนี้ระยะเวลาจริงอาจเปลี่ยนแปลงตามขั้นตอนศุลกากรของประเทศปลายทาง

จุดเด่น

หาที่ฝากส่งง่าย

มีที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ

เหมาะกับร้านเล็ก

ไม่จำเป็นต้องมีปริมาณการส่งมหาศาล

มี Tracking

ลูกค้าสามารถติดตามพัสดุได้

ไม่คิดราคาตาม Dimension ใน EMS World ตามข้อมูลบริการ

โดยคิดตามน้ำหนักเป็นหลัก ซึ่งอาจเป็นข้อดีสำหรับสินค้าที่กล่องค่อนข้างใหญ่แต่ไม่ได้หนักมาก

เหมาะกับ

2. DHL Express — ถ้าอยากได้ความเร็วและระบบจัดส่งแบบมืออาชีพ

ถ้าลูกค้าพูดว่า

“อยากได้ของเร็ว ๆ”

DHL Express เป็นชื่อที่ควรเอามาเทียบ

DHL Express ให้บริการระหว่างประเทศไปกว่า 220 ประเทศและดินแดน และรองรับพัสดุทั่วไปสูงสุด 70 กิโลกรัม โดยบริการมีทั้งแบบกำหนดเวลาและแบบส่งถึงปลายทางตามรอบที่กำหนด

DHL ยังมีความเชี่ยวชาญเรื่องพิธีการศุลกากรและมีระบบติดตามพัสดุระหว่างทาง

จุดเด่น

เร็ว

บริการบางประเภทสามารถส่งถึงปลายทางในวันทำการถัดไปหรือใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน ขึ้นอยู่กับต้นทางและปลายทาง

ระบบ Tracking ดี

เหมาะกับสินค้าที่ลูกค้าต้องการติดตามสถานะ

จัดการศุลกากรได้เป็นระบบ

เหมาะกับการส่งสินค้าที่ต้องเตรียมเอกสารระหว่างประเทศ

มีบัญชีธุรกิจ

หากส่งจำนวนมาก DHL มีส่วนลดตามปริมาณการส่งสำหรับบัญชีธุรกิจด้วย

เหมาะกับ

3. FedEx — อีกตัวเลือกสำหรับส่งของด่วนทั่วโลก

FedEx เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่เหมาะกับการส่งพัสดุระหว่างประเทศ โดยมีบริการสำหรับทั้งเอกสาร พัสดุ และ Freight

สำหรับพัสดุไม่เกิน 68 กิโลกรัม FedEx มีบริการหลายระดับ ตั้งแต่บริการที่เน้นความเร็วมาก ไปจนถึงบริการที่ประหยัดกว่าสำหรับของที่ไม่ได้เร่งด่วน เช่น International Priority และ International Economy

FedEx ระบุว่าบริการ International Priority สามารถส่งไปกว่า 220 ประเทศและดินแดน และในบางเส้นทางใช้เวลาประมาณ 1–2 วันทำการ ขึ้นอยู่กับปลายทาง

จุดเด่น

มีหลายระดับราคาและความเร็วให้เลือก

ของด่วนมาก → เลือกบริการ Express

ของไม่รีบ → เลือก Economy

และมีระบบสำหรับคำนวณราคาและระยะเวลาขนส่งตามต้นทางและปลายทางจริง

เหมาะกับ

4. UPS — เหมาะกับร้านที่ต้องการระบบขนส่งระหว่างประเทศครบ

อีกเจ้าที่ควรเอามาเทียบคือ UPS

UPS มีบริการขนส่งระหว่างประเทศหลายระดับ ตั้งแต่แบบเร่งด่วนมาก ไปจนถึงแบบที่ประหยัดกว่า

ตัวอย่างเช่น UPS ระบุว่า Worldwide Express สามารถให้บริการในช่วงประมาณ 1–3 วันทำการสำหรับเส้นทางที่รองรับ ขณะที่ Worldwide Expedited อยู่ประมาณ 2–5 วันทำการ และ UPS Standard บางเส้นทางอยู่ประมาณ 2–7 วันทำการ

UPS ยังมีเครื่องมือช่วยเตรียมเอกสารศุลกากร โดยข้อมูลที่ต้องเตรียมอาจรวมถึง

ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการผ่านพิธีการศุลกากร

เหมาะกับ

5. แล้วเจ้าไหน “น่าเชื่อถือที่สุด”?

ถ้าถามแบบตรง ๆ

ทั้ง 4 เจ้านี้เป็นตัวเลือกที่น่าเชื่อถือสำหรับการส่งระหว่างประเทศ

แต่คำว่า “น่าเชื่อถือ” ไม่ได้หมายความว่าเจ้าเดียวจะเหมาะกับทุกคน

ลองดูแบบนี้ง่ายกว่า

ขนส่งเหมาะกับจุดเด่น
ไปรษณีย์ไทย EMS Worldร้านเล็ก / ส่งไม่เยอะเข้าถึงง่าย คุมต้นทุน
DHL Expressของด่วน / มูลค่าสูงเร็ว ระบบดี
FedExร้านที่ต้องการหลายระดับบริการมี Express และ Economy
UPSร้านส่งออกจริงจังระบบระหว่างประเทศและศุลกากร

แต่ตารางนี้เป็นเพียงภาพรวม เพราะ ราคาจริงขึ้นอยู่กับประเทศปลายทาง น้ำหนัก ขนาด และประเภทสินค้า

อย่าดูแค่ “ค่าส่ง”

เวลาคำนวณต้นทุนส่งต่างประเทศ หลายคนดูแค่

“เจ้านี้คิด 800 บาท”

แล้วเลือกทันที

จริง ๆ ต้องดูค่าใช้จ่ายทั้งหมด

เช่น

ค่าส่ง

ค่าบริการเสริม

ค่าประกัน/ความคุ้มครอง ถ้ามี

ค่าดำเนินการบางประเภท

ภาษีและอากรปลายทาง

สิ่งสำคัญคือ ภาษีและอากรขาเข้าของประเทศปลายทางอาจเป็นภาระของผู้ส่งหรือผู้รับ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการขายและ Incoterms ที่ใช้

เพราะฉะนั้นก่อนบอกลูกค้าว่า

“ส่งฟรีทั่วโลก”

ควรคำนวณต้นทุนทั้งหมดให้ดีเสียก่อน

กล่องมีผลกับค่าส่งมากกว่าที่คิด

นี่เป็นเรื่องที่ร้านออนไลน์มักมองข้าม

สมมติสินค้าเราหนักแค่ 500 กรัม

แต่ใช้กล่องใหญ่แบบเหลือพื้นที่เยอะ

ผู้ให้บริการบางรายอาจมีการคิดราคาตาม น้ำหนักตามปริมาตร (Dimensional/Volumetric Weight) หรือมีข้อกำหนดเรื่องขนาด ดังนั้นกล่องที่ใหญ่เกินความจำเป็นอาจทำให้ค่าขนส่งเพิ่มได้

UPS เองก็ระบุว่าผู้ส่งควรให้ข้อมูล น้ำหนักและขนาดพัสดุที่ถูกต้อง เพราะมีผลต่อค่าบริการและการจัดส่ง

ดังนั้นถ้าจะขายต่างประเทศจริง ๆ

ออกแบบกล่องให้พอดีกับสินค้า

มีความสำคัญมาก

ไม่ใช่แค่เรื่องความสวย

แต่เป็นเรื่องต้นทุนด้วย

แล้วร้านเล็กควรเริ่มจากเจ้าไหน?

ถ้าเพิ่งเริ่มขายต่างประเทศและส่งเดือนละไม่กี่กล่อง

ผมแนะนำให้ลองเทียบอย่างน้อย

ไปรษณีย์ไทย + DHL + FedEx + UPS

แล้วดูราคาจริงจาก

กรุงเทพฯ → ประเทศปลายทาง

เช่น

กรุงเทพฯ → ญี่ปุ่น

กรุงเทพฯ → สหรัฐฯ

กรุงเทพฯ → อังกฤษ

เพราะราคาที่ต่างกันอาจมากกว่าที่คิด

และบางครั้งไปรษณีย์ไทยอาจคุ้มกว่ามากสำหรับสินค้าบางประเภท ขณะที่ DHL/FedEx/UPS อาจคุ้มกว่าเมื่อสินค้ามีมูลค่าสูงและต้องการความเร็ว

ถ้าลูกค้าต้องการของเร็ว ให้เลือก Express

ลองแบ่งแบบง่าย ๆ

ลูกค้าไม่ได้รีบ

เลือกบริการที่ประหยัดกว่า

ไปรษณีย์ไทย / Economy

ลูกค้ารอได้ไม่กี่วัน

เลือกบริการ Express ที่มี Tracking ชัดเจน

EMS World / DHL / FedEx / UPS

ลูกค้าต้องการของเร็วมาก

เลือกบริการ Express ระดับสูง

เช่นบริการที่กำหนดเวลานำจ่ายของ DHL, FedEx หรือ UPS ตามเส้นทางที่รองรับ

สิ่งที่สำคัญกว่าการเลือกบริษัทขนส่ง คือ “เอกสารศุลกากร”

ต่อให้เลือกบริษัทขนส่งที่ดีแค่ไหน ถ้ากรอกข้อมูลสินค้าไม่ชัด ก็มีโอกาสติดศุลกากรได้

เวลาส่งต่างประเทศควรเตรียมข้อมูลให้ถูกต้อง เช่น

ชื่อสินค้า

อย่าเขียนกว้าง ๆ แค่ว่า

Gift

ควรระบุให้ชัด เช่น

Cotton T-shirt

หรือ

Handmade ceramic mug

จำนวนสินค้า

มูลค่าสินค้า

ประเทศที่ผลิต

HS Code

วัตถุประสงค์ของการส่ง

UPS ระบุว่าข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการทำพิธีการศุลกากร และรายละเอียดที่ไม่ครบหรือไม่ถูกต้องอาจทำให้เกิดความล่าช้าหรือปัญหาในการนำเข้าได้

ของบางอย่างไม่ได้ส่งได้ทุกประเทศ

อันนี้ต้องเช็กก่อนทุกครั้ง

สินค้าบางประเภทอาจเป็น

และแต่ละประเทศก็มีกฎไม่เหมือนกัน

UPS เองแนะนำให้ตรวจสอบข้อจำกัดเฉพาะประเทศและข้อกำหนดของสินค้าก่อนส่ง

ดังนั้น อย่าคิดว่าในไทยส่งได้ = ต่างประเทศต้องรับได้

เทคนิคสำหรับร้านเล็ก: อย่าใช้ขนส่งเจ้าเดียว

ถ้าร้านเริ่มส่งต่างประเทศจริงจัง ผมไม่แนะนำให้ผูกกับบริษัทเดียวตั้งแต่แรก

ลองมีอย่างน้อย

ตัวเลือกประหยัด

เช่น ไปรษณีย์ไทย

ตัวเลือกด่วน

เช่น DHL / FedEx / UPS

เพราะวันหนึ่งอาจเจอสถานการณ์แบบนี้

ลูกค้าญี่ปุ่น → อยากประหยัด → ใช้ EMS World

แต่

ลูกค้าอเมริกา → สั่งของราคา 8,000 บาท → อยากได้เร็ว → ใช้ DHL Express

หรือ

ลูกค้าต้องการของด่วนมาก → เทียบ FedEx กับ UPS แล้วเลือกเจ้าที่คุ้มที่สุดสำหรับเส้นทางนั้น

การมีตัวเลือกไว้หลายเจ้าทำให้ร้านยืดหยุ่นกว่า

สรุป: ขนส่งไหนเหมาะกับเรา?

ถ้าเป็นร้านค้าออนไลน์เล็ก ๆ ที่กำลังเริ่มส่งออก

อยากประหยัดและส่งไม่เยอะ

เริ่มดูไปรษณีย์ไทย EMS World ก่อน

มีบริการติดตามและรองรับปลายทางจำนวนมาก

อยากได้เร็วและบริการเป็นระบบ

ดู DHL Express

รองรับกว่า 220 ประเทศและดินแดน และมีบริการ Door-to-Door หลายระดับ

อยากเทียบราคา Express กับ Economy

ดู FedEx

มีทั้งบริการ Priority และ Economy สำหรับพัสดุระหว่างประเทศ

ส่งออกจริงจังและต้องการระบบจัดการครบ

ดู UPS

มีบริการหลายระดับ พร้อมเครื่องมือด้านเอกสารและศุลกากร

สุดท้ายแล้วไม่มีคำตอบว่า

“เจ้าไหนถูกที่สุด?”

เพราะค่าขนส่งขึ้นอยู่กับ ประเทศปลายทาง + น้ำหนัก + ขนาดกล่อง + ประเภทสินค้า + ระดับความเร็ว

วิธีที่ดีที่สุดคือเอาข้อมูลพัสดุจริงของเราไปเทียบราคาหลายเจ้า

และถ้าจะขายต่างประเทศเป็นเรื่องเป็นราว...

อย่าลืมเอาค่าส่งเข้าไปคิดในราคาสินค้าตั้งแต่แรก

เพราะสินค้าราคา 500 บาทที่ขายได้ แต่ต้องจ่ายค่าส่ง 1,200 บาททุกออเดอร์

อาจไม่ใช่ธุรกิจที่กำไรดีอย่างที่คิด

การส่งออกที่ดีจึงไม่ใช่แค่ “ส่งถึง”

แต่ต้อง

ส่งถึง + ติดตามได้ + ผ่านศุลกากร + ต้นทุนไม่บาน + ลูกค้าได้รับของในเวลาที่คาดหวัง

แบบนี้ถึงจะกลายเป็นระบบขายของต่างประเทศที่ทำต่อได้ในระยะยาว