พอเริ่มขายของให้ลูกค้าต่างประเทศ คำถามที่ตามมาทันทีคือ
“แล้วจะส่งของกับเจ้าไหนดี?”
ในไทยมีทั้งไปรษณีย์ไทย บริษัทขนส่งด่วนระหว่างประเทศอย่าง DHL, FedEx, UPS รวมถึงบริษัทรับส่งพัสดุระหว่างประเทศอีกหลายราย
แต่แต่ละเจ้ามีจุดเด่นไม่เหมือนกัน
บางเจ้าราคาเหมาะกับของชิ้นเล็ก
บางเจ้าถนัดของด่วน
บางเจ้ามีระบบศุลกากรที่แข็งแรง
บางเจ้ารับน้ำหนักมาก
และบางเจ้าก็เหมาะกับร้านที่ส่งของจำนวนมากเป็นประจำ
ดังนั้นอย่าเลือกจากคำว่า “เจ้าไหนดีที่สุด”
ให้เลือกจากคำถามว่า
สินค้าของเราคืออะไร → ส่งไปประเทศไหน → หนักเท่าไหร่ → ลูกค้ารอได้กี่วัน → และเรามีงบค่าส่งเท่าไหร่
1. ไปรษณีย์ไทย — ตัวเลือกแรก ๆ ที่ร้านเล็กควรลอง
ถ้าเพิ่งเริ่มส่งของออกจากไทย ไปรษณีย์ไทย เป็นตัวเลือกที่ควรเอามาเปรียบเทียบก่อน
โดยเฉพาะ EMS World
EMS World เป็นบริการส่งด่วนระหว่างประเทศทางอากาศ รองรับทั้งเอกสารและพัสดุ ติดตามสถานะได้ตลอด 24 ชั่วโมง และรองรับน้ำหนักสูงสุดโดยทั่วไปถึง 30 กิโลกรัม โดยครอบคลุม 95 ประเทศ หรือ 106 ปลายทางตามข้อมูลของไปรษณีย์ไทย
ระยะเวลามาตรฐานที่ไปรษณีย์ไทยระบุไว้ เช่น
- เอเชียประมาณ 3–5 วัน
- โอเชียเนียประมาณ 4–6 วัน
- ยุโรปประมาณ 4–9 วัน
- อเมริกาเหนือประมาณ 5–7 วัน
- อเมริกาใต้ประมาณ 9–11 วัน
ทั้งนี้ระยะเวลาจริงอาจเปลี่ยนแปลงตามขั้นตอนศุลกากรของประเทศปลายทาง
จุดเด่น
หาที่ฝากส่งง่าย
มีที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ
เหมาะกับร้านเล็ก
ไม่จำเป็นต้องมีปริมาณการส่งมหาศาล
มี Tracking
ลูกค้าสามารถติดตามพัสดุได้
ไม่คิดราคาตาม Dimension ใน EMS World ตามข้อมูลบริการ
โดยคิดตามน้ำหนักเป็นหลัก ซึ่งอาจเป็นข้อดีสำหรับสินค้าที่กล่องค่อนข้างใหญ่แต่ไม่ได้หนักมาก
เหมาะกับ
- ร้านค้าออนไลน์ที่เพิ่งเริ่มส่งออก
- สินค้าชิ้นเล็กถึงกลาง
- ร้านที่ส่งไม่เยอะมาก
- ร้านที่ต้องการควบคุมต้นทุน
2. DHL Express — ถ้าอยากได้ความเร็วและระบบจัดส่งแบบมืออาชีพ
ถ้าลูกค้าพูดว่า
“อยากได้ของเร็ว ๆ”
DHL Express เป็นชื่อที่ควรเอามาเทียบ
DHL Express ให้บริการระหว่างประเทศไปกว่า 220 ประเทศและดินแดน และรองรับพัสดุทั่วไปสูงสุด 70 กิโลกรัม โดยบริการมีทั้งแบบกำหนดเวลาและแบบส่งถึงปลายทางตามรอบที่กำหนด
DHL ยังมีความเชี่ยวชาญเรื่องพิธีการศุลกากรและมีระบบติดตามพัสดุระหว่างทาง
จุดเด่น
เร็ว
บริการบางประเภทสามารถส่งถึงปลายทางในวันทำการถัดไปหรือใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน ขึ้นอยู่กับต้นทางและปลายทาง
ระบบ Tracking ดี
เหมาะกับสินค้าที่ลูกค้าต้องการติดตามสถานะ
จัดการศุลกากรได้เป็นระบบ
เหมาะกับการส่งสินค้าที่ต้องเตรียมเอกสารระหว่างประเทศ
มีบัญชีธุรกิจ
หากส่งจำนวนมาก DHL มีส่วนลดตามปริมาณการส่งสำหรับบัญชีธุรกิจด้วย
เหมาะกับ
- สินค้าราคาสูง
- ลูกค้าที่ต้องการของเร็ว
- เอกสารสำคัญ
- สินค้าที่ต้องการบริการแบบ Door-to-Door
- ร้านที่ส่งออกเป็นประจำ
3. FedEx — อีกตัวเลือกสำหรับส่งของด่วนทั่วโลก
FedEx เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่เหมาะกับการส่งพัสดุระหว่างประเทศ โดยมีบริการสำหรับทั้งเอกสาร พัสดุ และ Freight
สำหรับพัสดุไม่เกิน 68 กิโลกรัม FedEx มีบริการหลายระดับ ตั้งแต่บริการที่เน้นความเร็วมาก ไปจนถึงบริการที่ประหยัดกว่าสำหรับของที่ไม่ได้เร่งด่วน เช่น International Priority และ International Economy
FedEx ระบุว่าบริการ International Priority สามารถส่งไปกว่า 220 ประเทศและดินแดน และในบางเส้นทางใช้เวลาประมาณ 1–2 วันทำการ ขึ้นอยู่กับปลายทาง
จุดเด่น
มีหลายระดับราคาและความเร็วให้เลือก
ของด่วนมาก → เลือกบริการ Express
ของไม่รีบ → เลือก Economy
และมีระบบสำหรับคำนวณราคาและระยะเวลาขนส่งตามต้นทางและปลายทางจริง
เหมาะกับ
- ร้านที่ต้องการส่งต่างประเทศเป็นประจำ
- สินค้าที่มีมูลค่าสูง
- เอกสาร
- สินค้าที่ต้องการความเร็ว
- พัสดุที่มีน้ำหนักมากขึ้น
4. UPS — เหมาะกับร้านที่ต้องการระบบขนส่งระหว่างประเทศครบ
อีกเจ้าที่ควรเอามาเทียบคือ UPS
UPS มีบริการขนส่งระหว่างประเทศหลายระดับ ตั้งแต่แบบเร่งด่วนมาก ไปจนถึงแบบที่ประหยัดกว่า
ตัวอย่างเช่น UPS ระบุว่า Worldwide Express สามารถให้บริการในช่วงประมาณ 1–3 วันทำการสำหรับเส้นทางที่รองรับ ขณะที่ Worldwide Expedited อยู่ประมาณ 2–5 วันทำการ และ UPS Standard บางเส้นทางอยู่ประมาณ 2–7 วันทำการ
UPS ยังมีเครื่องมือช่วยเตรียมเอกสารศุลกากร โดยข้อมูลที่ต้องเตรียมอาจรวมถึง
- รายละเอียดสินค้า
- HS/HTS Code
- ประเทศที่ผลิตสินค้า
- จำนวน
- มูลค่า
- วัตถุประสงค์ของการส่ง
ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการผ่านพิธีการศุลกากร
เหมาะกับ
- ร้านที่ส่งออกเป็นประจำ
- สินค้าธุรกิจ
- สินค้าที่ต้องการความเร็ว
- ร้านที่ต้องการระบบจัดการ Shipment และเอกสารที่เป็นระบบ
5. แล้วเจ้าไหน “น่าเชื่อถือที่สุด”?
ถ้าถามแบบตรง ๆ
ทั้ง 4 เจ้านี้เป็นตัวเลือกที่น่าเชื่อถือสำหรับการส่งระหว่างประเทศ
แต่คำว่า “น่าเชื่อถือ” ไม่ได้หมายความว่าเจ้าเดียวจะเหมาะกับทุกคน
ลองดูแบบนี้ง่ายกว่า
| ขนส่ง | เหมาะกับ | จุดเด่น |
| ไปรษณีย์ไทย EMS World | ร้านเล็ก / ส่งไม่เยอะ | เข้าถึงง่าย คุมต้นทุน |
| DHL Express | ของด่วน / มูลค่าสูง | เร็ว ระบบดี |
| FedEx | ร้านที่ต้องการหลายระดับบริการ | มี Express และ Economy |
| UPS | ร้านส่งออกจริงจัง | ระบบระหว่างประเทศและศุลกากร |
แต่ตารางนี้เป็นเพียงภาพรวม เพราะ ราคาจริงขึ้นอยู่กับประเทศปลายทาง น้ำหนัก ขนาด และประเภทสินค้า
อย่าดูแค่ “ค่าส่ง”
เวลาคำนวณต้นทุนส่งต่างประเทศ หลายคนดูแค่
“เจ้านี้คิด 800 บาท”
แล้วเลือกทันที
จริง ๆ ต้องดูค่าใช้จ่ายทั้งหมด
เช่น
ค่าส่ง
ค่าบริการเสริม
ค่าประกัน/ความคุ้มครอง ถ้ามี
ค่าดำเนินการบางประเภท
ภาษีและอากรปลายทาง
สิ่งสำคัญคือ ภาษีและอากรขาเข้าของประเทศปลายทางอาจเป็นภาระของผู้ส่งหรือผู้รับ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการขายและ Incoterms ที่ใช้
เพราะฉะนั้นก่อนบอกลูกค้าว่า
“ส่งฟรีทั่วโลก”
ควรคำนวณต้นทุนทั้งหมดให้ดีเสียก่อน
กล่องมีผลกับค่าส่งมากกว่าที่คิด
นี่เป็นเรื่องที่ร้านออนไลน์มักมองข้าม
สมมติสินค้าเราหนักแค่ 500 กรัม
แต่ใช้กล่องใหญ่แบบเหลือพื้นที่เยอะ
ผู้ให้บริการบางรายอาจมีการคิดราคาตาม น้ำหนักตามปริมาตร (Dimensional/Volumetric Weight) หรือมีข้อกำหนดเรื่องขนาด ดังนั้นกล่องที่ใหญ่เกินความจำเป็นอาจทำให้ค่าขนส่งเพิ่มได้
UPS เองก็ระบุว่าผู้ส่งควรให้ข้อมูล น้ำหนักและขนาดพัสดุที่ถูกต้อง เพราะมีผลต่อค่าบริการและการจัดส่ง
ดังนั้นถ้าจะขายต่างประเทศจริง ๆ
ออกแบบกล่องให้พอดีกับสินค้า
มีความสำคัญมาก
ไม่ใช่แค่เรื่องความสวย
แต่เป็นเรื่องต้นทุนด้วย
แล้วร้านเล็กควรเริ่มจากเจ้าไหน?
ถ้าเพิ่งเริ่มขายต่างประเทศและส่งเดือนละไม่กี่กล่อง
ผมแนะนำให้ลองเทียบอย่างน้อย
ไปรษณีย์ไทย + DHL + FedEx + UPS
แล้วดูราคาจริงจาก
กรุงเทพฯ → ประเทศปลายทาง
เช่น
กรุงเทพฯ → ญี่ปุ่น
กรุงเทพฯ → สหรัฐฯ
กรุงเทพฯ → อังกฤษ
เพราะราคาที่ต่างกันอาจมากกว่าที่คิด
และบางครั้งไปรษณีย์ไทยอาจคุ้มกว่ามากสำหรับสินค้าบางประเภท ขณะที่ DHL/FedEx/UPS อาจคุ้มกว่าเมื่อสินค้ามีมูลค่าสูงและต้องการความเร็ว
ถ้าลูกค้าต้องการของเร็ว ให้เลือก Express
ลองแบ่งแบบง่าย ๆ
ลูกค้าไม่ได้รีบ
เลือกบริการที่ประหยัดกว่า
ไปรษณีย์ไทย / Economy
ลูกค้ารอได้ไม่กี่วัน
เลือกบริการ Express ที่มี Tracking ชัดเจน
EMS World / DHL / FedEx / UPS
ลูกค้าต้องการของเร็วมาก
เลือกบริการ Express ระดับสูง
เช่นบริการที่กำหนดเวลานำจ่ายของ DHL, FedEx หรือ UPS ตามเส้นทางที่รองรับ
สิ่งที่สำคัญกว่าการเลือกบริษัทขนส่ง คือ “เอกสารศุลกากร”
ต่อให้เลือกบริษัทขนส่งที่ดีแค่ไหน ถ้ากรอกข้อมูลสินค้าไม่ชัด ก็มีโอกาสติดศุลกากรได้
เวลาส่งต่างประเทศควรเตรียมข้อมูลให้ถูกต้อง เช่น
ชื่อสินค้า
อย่าเขียนกว้าง ๆ แค่ว่า
Gift
ควรระบุให้ชัด เช่น
Cotton T-shirt
หรือ
Handmade ceramic mug
จำนวนสินค้า
มูลค่าสินค้า
ประเทศที่ผลิต
HS Code
วัตถุประสงค์ของการส่ง
UPS ระบุว่าข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการทำพิธีการศุลกากร และรายละเอียดที่ไม่ครบหรือไม่ถูกต้องอาจทำให้เกิดความล่าช้าหรือปัญหาในการนำเข้าได้
ของบางอย่างไม่ได้ส่งได้ทุกประเทศ
อันนี้ต้องเช็กก่อนทุกครั้ง
สินค้าบางประเภทอาจเป็น
- สินค้าต้องห้าม
- สินค้าควบคุม
- อาหาร
- ยา
- เครื่องสำอาง
- ของเหลว
- แบตเตอรี่
- วัตถุอันตราย
- พืช
- สินค้าจากสัตว์
และแต่ละประเทศก็มีกฎไม่เหมือนกัน
UPS เองแนะนำให้ตรวจสอบข้อจำกัดเฉพาะประเทศและข้อกำหนดของสินค้าก่อนส่ง
ดังนั้น อย่าคิดว่าในไทยส่งได้ = ต่างประเทศต้องรับได้
เทคนิคสำหรับร้านเล็ก: อย่าใช้ขนส่งเจ้าเดียว
ถ้าร้านเริ่มส่งต่างประเทศจริงจัง ผมไม่แนะนำให้ผูกกับบริษัทเดียวตั้งแต่แรก
ลองมีอย่างน้อย
ตัวเลือกประหยัด
เช่น ไปรษณีย์ไทย
ตัวเลือกด่วน
เช่น DHL / FedEx / UPS
เพราะวันหนึ่งอาจเจอสถานการณ์แบบนี้
ลูกค้าญี่ปุ่น → อยากประหยัด → ใช้ EMS World
แต่
ลูกค้าอเมริกา → สั่งของราคา 8,000 บาท → อยากได้เร็ว → ใช้ DHL Express
หรือ
ลูกค้าต้องการของด่วนมาก → เทียบ FedEx กับ UPS แล้วเลือกเจ้าที่คุ้มที่สุดสำหรับเส้นทางนั้น
การมีตัวเลือกไว้หลายเจ้าทำให้ร้านยืดหยุ่นกว่า
สรุป: ขนส่งไหนเหมาะกับเรา?
ถ้าเป็นร้านค้าออนไลน์เล็ก ๆ ที่กำลังเริ่มส่งออก
อยากประหยัดและส่งไม่เยอะ
เริ่มดูไปรษณีย์ไทย EMS World ก่อน
มีบริการติดตามและรองรับปลายทางจำนวนมาก
อยากได้เร็วและบริการเป็นระบบ
ดู DHL Express
รองรับกว่า 220 ประเทศและดินแดน และมีบริการ Door-to-Door หลายระดับ
อยากเทียบราคา Express กับ Economy
ดู FedEx
มีทั้งบริการ Priority และ Economy สำหรับพัสดุระหว่างประเทศ
ส่งออกจริงจังและต้องการระบบจัดการครบ
ดู UPS
มีบริการหลายระดับ พร้อมเครื่องมือด้านเอกสารและศุลกากร
สุดท้ายแล้วไม่มีคำตอบว่า
“เจ้าไหนถูกที่สุด?”
เพราะค่าขนส่งขึ้นอยู่กับ ประเทศปลายทาง + น้ำหนัก + ขนาดกล่อง + ประเภทสินค้า + ระดับความเร็ว
วิธีที่ดีที่สุดคือเอาข้อมูลพัสดุจริงของเราไปเทียบราคาหลายเจ้า
และถ้าจะขายต่างประเทศเป็นเรื่องเป็นราว...
อย่าลืมเอาค่าส่งเข้าไปคิดในราคาสินค้าตั้งแต่แรก
เพราะสินค้าราคา 500 บาทที่ขายได้ แต่ต้องจ่ายค่าส่ง 1,200 บาททุกออเดอร์
อาจไม่ใช่ธุรกิจที่กำไรดีอย่างที่คิด
การส่งออกที่ดีจึงไม่ใช่แค่ “ส่งถึง”
แต่ต้อง
ส่งถึง + ติดตามได้ + ผ่านศุลกากร + ต้นทุนไม่บาน + ลูกค้าได้รับของในเวลาที่คาดหวัง
แบบนี้ถึงจะกลายเป็นระบบขายของต่างประเทศที่ทำต่อได้ในระยะยาว