การขายของออนไลน์ในปัจจุบันเริ่มต้นได้ง่ายมาก เพียงมีสินค้า มีโทรศัพท์มือถือ และเปิดร้านผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ก็สามารถเริ่มขายสินค้าให้ลูกค้าทั่วประเทศได้แล้ว
แต่สิ่งหนึ่งที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ไม่ควรมองข้ามคือ สินค้าบางประเภทไม่สามารถซื้อมาแล้วนำมาขายได้ทันที เพราะมีกฎหมายควบคุมเฉพาะ ทั้งเรื่องใบอนุญาต การจดแจ้ง การขึ้นทะเบียน ฉลาก และมาตรฐานสินค้า
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุว่าผลิตภัณฑ์สุขภาพหลายประเภทอยู่ภายใต้การกำกับดูแลก่อนจำหน่าย และยังมีสินค้าอีกหลายกลุ่มที่อยู่ภายใต้กฎหมายของหน่วยงานอื่น เช่น สุรา ยาสูบ อาหารสัตว์ และวัตถุอันตราย
ดังนั้นก่อนนำสินค้ามาลงขาย โดยเฉพาะการขายผ่าน Facebook, TikTok, LINE หรือ Marketplace ต่าง ๆ ควรตรวจสอบก่อนว่า สินค้านั้นต้องขออนุญาตหรือขึ้นทะเบียนอะไรหรือไม่
1. ยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพร
กลุ่มแรกที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ ยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพร
ยาไม่ใช่สินค้าทั่วไปที่สามารถซื้อมาแล้วเปิดร้านออนไลน์ขายได้ เพราะการขายยามีข้อกำหนดเกี่ยวกับสถานที่ขายและผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ อย. ระบุชัดว่ายาไม่สามารถขายผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ และต้องซื้อจากร้านยาหรือได้รับการจ่ายจากผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาลตามกรณี
ส่วนผลิตภัณฑ์สมุนไพรก็เป็นอีกกลุ่มที่ต้องตรวจสอบสถานะการอนุญาตและทะเบียนให้ถูกต้องก่อนนำมาจำหน่าย
ดังนั้น หากเห็นสินค้าประเภท
- ยาลดไข้
- ยาแก้ปวด
- ยาปฏิชีวนะ
- ยาสำหรับโรคต่าง ๆ
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร
- ผลิตภัณฑ์ที่อ้างสรรพคุณในการรักษาโรค
ไม่ควรคิดว่าเพียงมีสินค้าจากแหล่งขายส่งก็สามารถนำมาลงขายออนไลน์ได้
โดยเฉพาะยา การนำมาขายออนไลน์อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย
2. อาหารและเครื่องดื่ม
อาหารเป็นอีกกลุ่มที่หลายคนเข้าใจผิดว่า “ทำเองที่บ้านแล้วแพคใส่ถุง ขายออนไลน์ได้เลย”
จริง ๆ แล้วการผลิตอาหารเพื่อจำหน่ายอาจเกี่ยวข้องกับทั้งการอนุญาตสถานที่ผลิต การขึ้นทะเบียนหรือเลขสารบบอาหาร และข้อกำหนดด้านฉลาก ขึ้นอยู่กับประเภทของอาหาร
อย. ระบุว่า ผู้ที่ประสงค์จะผลิตหรือนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อจำหน่าย ต้องดำเนินการตามขั้นตอนการอนุญาตที่เกี่ยวข้อง และอาหารบางประเภทต้องขอรับเลขสารบบอาหารก่อนจำหน่าย
ตัวอย่างสินค้าที่ควรตรวจสอบก่อนขาย เช่น
- ขนม
- อาหารแปรรูป
- เครื่องดื่ม
- น้ำผลไม้
- อาหารเสริม
- ซอสและเครื่องปรุง
- อาหารบรรจุสำเร็จ
- อาหารที่นำเข้าจากต่างประเทศ
โดยเฉพาะคนที่ซื้ออาหารจากต่างประเทศมาขายเอง ต้องระวังมากขึ้น เพราะการ นำเข้าอาหารเพื่อจำหน่าย มีขั้นตอนขออนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร และในบางกรณีต้องดำเนินการเรื่องเลขสารบบอาหารด้วย
3. เครื่องสำอาง
ครีม เซรั่ม สบู่ แชมพู ลิปบาล์ม และผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับร่างกายจำนวนมากอยู่ในกลุ่มเครื่องสำอาง
สิ่งที่ต้องระวังคือ เครื่องสำอางไม่ใช่สินค้าที่จะผลิตเองหรือสั่งเข้ามาจากต่างประเทศแล้วนำมาขายได้โดยไม่ตรวจสอบ
อย. ระบุว่า ผู้ที่ประสงค์จะผลิตเพื่อขาย นำเข้าเพื่อขาย หรือรับจ้างผลิตเครื่องสำอาง ต้องดำเนินการจดแจ้งรายละเอียดต่อ อย. ก่อนผลิตหรือนำเข้าเพื่อขาย
ดังนั้น หากคิดจะขายเครื่องสำอางแบรนด์ตัวเอง หรือสั่งเครื่องสำอางจากต่างประเทศเข้ามาขาย ควรตรวจสอบเรื่องการจดแจ้งและเอกสารการนำเข้าให้เรียบร้อยก่อน
อีกเรื่องที่ต้องระวังคือ การโฆษณา
แม้สินค้าจะถูกต้องตามกฎหมาย แต่การโฆษณาเกินจริงหรืออ้างสรรพคุณในลักษณะที่กฎหมายไม่อนุญาต ก็อาจทำให้เกิดปัญหาได้เช่นกัน
4. วัตถุอันตราย
สินค้าบางอย่างที่ดูเหมือนของใช้ทั่วไปอาจอยู่ภายใต้กฎหมายควบคุมวัตถุอันตราย เช่น ผลิตภัณฑ์กำจัดแมลง สารเคมี หรือผลิตภัณฑ์บางประเภทที่ใช้ในบ้านเรือน
ข้อกำหนดจะแตกต่างกันตามชนิดและประเภทของวัตถุอันตราย จึงไม่ควรเหมารวมว่าสินค้าทุกชนิดต้องใช้ใบอนุญาตแบบเดียวกัน
กรมโรงงานอุตสาหกรรมมีระบบและข้อกำหนดสำหรับวัตถุอันตรายแต่ละประเภท โดยกรณีวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการแจ้งข้อเท็จจริงและการมีไว้ในครอบครองตามเงื่อนไขที่กำหนด
หากเป็นสินค้ากลุ่มสารเคมีหรือผลิตภัณฑ์กำจัดแมลง ก่อนนำมาขายควรตรวจสอบก่อนว่าอยู่ในประเภทใด และต้องมีเอกสารหรือใบอนุญาตอะไรบ้าง
5. อาหารสัตว์
คนที่ขายอาหารสุนัข อาหารแมว หรืออาหารสัตว์ประเภทต่าง ๆ ก็ควรตรวจสอบกฎหมายเช่นกัน
กรมปศุสัตว์มีข้อกำหนดเกี่ยวกับ อาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ ซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องการผลิต นำเข้า และการขาย โดยมีกฎกระทรวงกำหนดเรื่องการขออนุญาตและการออกใบอนุญาตขายอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ
ดังนั้นการเปิดร้านขายอาหารสัตว์ไม่ควรดูเพียงว่าผลิตภัณฑ์มีฉลากหรือไม่ แต่ควรตรวจสอบทั้ง ทะเบียนอาหารสัตว์และใบอนุญาตของผู้ขาย ตามประเภทสินค้าที่จำหน่าย
กรมปศุสัตว์ยังมีการตรวจสอบร้านค้าออนไลน์และพบกรณีจำหน่ายอาหารสัตว์ที่ไม่มีทะเบียน รวมถึงกรณีร้านไม่มีใบอนุญาตขายอาหารสัตว์ด้วย
6. สุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
สุราเป็นสินค้าที่มีกฎหมายควบคุมโดยเฉพาะ และการขายไม่ว่าจะขายส่งหรือขายปลีกต้องตรวจสอบเรื่อง ใบอนุญาตขายสุรา
กรมสรรพสามิตระบุว่าผู้ที่จะขายสุรา ไม่ว่าจะขายส่งหรือขายปลีกในร้านค้าของตนเอง ต้องยื่นขอใบอนุญาตขายสุรา
ดังนั้นการซื้อเหล้าหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาจากแหล่งอื่น แล้วนำมาขายต่อผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่ได้หมายความว่าจะขายได้โดยอัตโนมัติ
นอกจากเรื่องใบอนุญาตแล้ว การขายสุรายังมีข้อจำกัดเกี่ยวกับอายุผู้ซื้อ สถานที่ และช่วงเวลาที่สามารถขายได้ จึงควรศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนก่อนเริ่มธุรกิจ
7. บุหรี่และผลิตภัณฑ์ยาสูบ
บุหรี่และผลิตภัณฑ์ยาสูบก็เป็นสินค้าที่ต้องระวัง เพราะผู้ที่จะขายยาสูบต้องมี ใบอนุญาตขายยาสูบ ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพสามิต
นอกจากนี้ยังมีกฎหมายควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบที่กำหนดข้อจำกัดเกี่ยวกับการขายและกลุ่มผู้ซื้อด้วย
ดังนั้นไม่ควรนำบุหรี่หรือผลิตภัณฑ์ยาสูบมาลงขายในช่องทางออนไลน์เหมือนสินค้าทั่วไปโดยไม่ได้ตรวจสอบข้อกำหนด
8. สินค้าที่ต้องมีมาตรฐาน มอก.
นอกจากเรื่อง “ใบอนุญาต” แล้ว สินค้าบางประเภทต้องปฏิบัติตาม มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)
ตัวอย่างเช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิด อุปกรณ์ไฟฟ้า และสินค้าบางประเภทที่อยู่ในกลุ่มมาตรฐานบังคับ
การมีสินค้าวางขายอยู่ในตลาดหรือมีร้านอื่นขายอยู่ ไม่ได้หมายความว่าสินค้านั้นสามารถนำมาขายได้โดยไม่ตรวจสอบ
สำหรับการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ETDA ยังมีแนวทางเกี่ยวกับการตรวจสอบสินค้าที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องมีมาตรฐาน เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภท และผลิตภัณฑ์สุขภาพบางกลุ่ม โดยผู้ขายอาจต้องแสดงข้อมูลหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องก่อนนำสินค้าไปขายหรือโฆษณา
ซื้อของมาขาย ต้องตรวจอะไรบ้าง?
ก่อนนำสินค้าชนิดใหม่มาขาย โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่เคยขายมาก่อน แนะนำให้ตรวจสอบอย่างน้อย 5 เรื่อง
1. สินค้านี้อยู่ภายใต้กฎหมายของหน่วยงานใด?
เช่น
อย. → อาหาร ยา เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์สมุนไพร เครื่องมือแพทย์ และวัตถุอันตรายบางประเภท
กรมปศุสัตว์ → อาหารสัตว์และผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้กฎหมายด้านปศุสัตว์
กรมสรรพสามิต → สุรา ยาสูบ และไพ่
กรมโรงงานอุตสาหกรรม → วัตถุอันตรายบางประเภท
สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) → สินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
2. ต้องมีใบอนุญาต “ผู้ขาย” หรือไม่?
บางสินค้าต้องมีใบอนุญาตสำหรับผู้ขายหรือสถานที่ขายโดยเฉพาะ เช่น อาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ สุรา และยาสูบ
3. ตัวสินค้าต้องขึ้นทะเบียนหรือจดแจ้งหรือไม่?
บางกรณีตัวสินค้าเองต้องผ่านกระบวนการอนุญาตหรือจดแจ้งก่อนวางจำหน่าย เช่น อาหารบางประเภท เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สุขภาพบางกลุ่ม
4. มีข้อกำหนดเรื่องฉลากหรือไม่?
แม้จะมีสินค้าที่ถูกต้อง แต่ฉลากไม่ถูกต้องก็อาจสร้างปัญหาได้ โดยเฉพาะอาหาร เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และสินค้าที่มีกฎหมายเฉพาะ
5. ขายออนไลน์ได้หรือไม่?
ข้อนี้สำคัญมาก เพราะ “มีใบอนุญาต” ไม่ได้แปลว่า “ขายออนไลน์ได้” เสมอไป
ตัวอย่างที่เห็นชัดคือยา ซึ่ง อย. ระบุว่าไม่สามารถซื้อขายทางอินเทอร์เน็ตได้
ดังนั้นก่อนเปิดร้านหรือโพสต์ขาย ควรตรวจสอบทั้งเรื่อง ตัวสินค้า ผู้ขาย สถานที่ขาย และช่องทางการขาย
ระวังคำว่า “มี อย.” ไม่ได้แปลว่าขายได้ทุกกรณี
อีกเรื่องที่คนขายออนไลน์มักเข้าใจผิดคือการคิดว่า
“สินค้ามีเลข อย. แล้ว แปลว่าฉันขายได้เลย”
ไม่เสมอไป
เพราะการอนุญาตอาจเกี่ยวข้องกับคนละส่วนกัน เช่น การอนุญาตสถานที่ผลิต การจดแจ้งผลิตภัณฑ์ การนำเข้า การขาย หรือข้อจำกัดของช่องทางการจำหน่าย
อย. เองมีระบบสำหรับตรวจสอบการอนุญาตสถานที่และผลิตภัณฑ์สุขภาพ รวมถึงระบบ e-Submission และการวินิจฉัยประเภทผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ประกอบการ
หากไม่แน่ใจว่าสินค้าของตัวเองจัดอยู่ในประเภทใด การตรวจสอบกับหน่วยงานโดยตรงก่อนนำมาขาย ย่อมปลอดภัยกว่าการเดาเอง
ขายออนไลน์ก็ต้องทำตามกฎหมาย
การขายผ่าน Facebook, TikTok, LINE หรือ Marketplace ไม่ได้ทำให้กฎหมายเกี่ยวกับสินค้าหมดไป
ในทางกลับกัน ปัจจุบันหน่วยงานรัฐมีการตรวจสอบการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น และมีการตรวจพบสินค้าที่ไม่มีทะเบียนหรือผู้ขายไม่มีใบอนุญาตในบางกรณีแล้ว เช่น การตรวจร้านจำหน่ายอาหารสัตว์ที่ขายผ่าน Facebook และพบอาหารสัตว์ที่ไม่มีทะเบียน
ดังนั้นก่อนนำสินค้าไปลงขาย อย่าดูแค่ “ร้านอื่นก็ขายกัน”
เพราะถ้าสินค้านั้นเป็นสินค้าควบคุม การที่ร้านอื่นขายอยู่ไม่ได้หมายความว่าร้านของเราจะขายได้โดยไม่ต้องขออนุญาต
สรุป
การเริ่มขายสินค้าออนไลน์ สิ่งที่ต้องเช็กไม่ได้มีเพียง “ขายแล้วกำไรเท่าไร” แต่ต้องถามด้วยว่า “สินค้านี้ขายได้อย่างถูกกฎหมายหรือไม่?”
สินค้าที่ควรระวังเป็นพิเศษ ได้แก่
- ยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพร
- อาหารและเครื่องดื่ม
- เครื่องสำอาง
- วัตถุอันตราย
- อาหารสัตว์
- สุรา
- บุหรี่และผลิตภัณฑ์ยาสูบ
- สินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรฐาน มอก.
แต่ละกลุ่มมีกฎหมายและเงื่อนไขแตกต่างกัน และบางประเภทไม่ได้ใช้คำว่า “ใบอนุญาตขาย” เหมือนกันทั้งหมด บางอย่างต้องขอใบอนุญาต บางอย่างต้องจดแจ้งหรือขึ้นทะเบียน และบางอย่างต้องผ่านมาตรฐานหรือมีข้อจำกัดด้านช่องทางการขาย
ก่อนซื้อสินค้ามาสต็อกจำนวนมาก ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าสินค้านั้นต้องมีเอกสารอะไร และสามารถขายผ่านช่องทางที่ต้องการได้หรือไม่
เพราะการเช็กเอกสารก่อนขาย ใช้เวลาไม่มากเท่ากับการต้องรับมือกับสินค้าที่ถูกยึด ค่าปรับ หรือปัญหาทางกฎหมายในภายหลัง