ขายต่างประเทศ

อยากขายของไปต่างประเทศ เริ่มอย่างไร

ช่องทางและแนวทางเริ่มต้นสำหรับร้านไทยที่อยากขยายไปต่างประเทศ

ขายของอยู่ในไทยจนเริ่มรู้สึกว่า...

“ถ้าลูกค้าไม่ได้มีแค่คนไทยก็คงดี”

จริง ๆ แล้ววันนี้ร้านเล็ก ๆ ก็สามารถเริ่มขายสินค้าให้ลูกค้าต่างประเทศได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านในต่างประเทศ หรือมีโกดังอยู่ต่างประเทศตั้งแต่วันแรก

มีทั้ง Marketplace ระดับโลก เว็บไซต์สำหรับสินค้าทำมือ และแพลตฟอร์ม B2B สำหรับขายส่ง

คำถามจึงไม่ใช่แค่

“มีเว็บไหนให้ขายต่างประเทศบ้าง?”

แต่คือ

“สินค้าของเราเหมาะกับเว็บไหน?”

เพราะแต่ละแพลตฟอร์มมีลูกค้าและรูปแบบการขายไม่เหมือนกัน

1. Amazon — เหมาะกับคนอยากสร้างแบรนด์จริงจัง

ถ้าพูดถึงการขายของออนไลน์ไปตลาดต่างประเทศ Amazon เป็นแพลตฟอร์มที่คนไทยควรลองศึกษา

Amazon มีระบบสำหรับผู้ขายจากประเทศไทยโดยเฉพาะ และสามารถขายไปยังตลาดต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรปได้

Amazon ระบุว่าผู้ขายสามารถเข้าถึงลูกค้าจำนวนมากในหลายประเทศ และมีระบบ Fulfillment by Amazon (FBA) ซึ่งช่วยจัดการสต็อก การแพค และการจัดส่งให้ลูกค้าในตลาดปลายทางได้ด้วย

เหมาะกับสินค้าแบบไหน?

เช่น

แต่ Amazon มีระบบและกฎค่อนข้างละเอียด สินค้าบางหมวดอาจต้องขออนุมัติหรือมีเอกสารเพิ่มเติมก่อนขาย

เหมาะกับ: คนที่คิดจะทำตลาดต่างประเทศแบบจริงจัง และพร้อมจัดการเรื่องเอกสาร ต้นทุน และมาตรฐานสินค้า

2. eBay — สินค้าหลากหลาย ขายของเฉพาะทางก็ได้

อีกเว็บที่น่าสนใจคือ eBay

จุดเด่นของ eBay คือสินค้าที่ขายได้ค่อนข้างหลากหลาย ตั้งแต่ของใหม่ไปจนถึงของสะสม ของมือสอง อะไหล่ ของหายาก และสินค้าที่มีตลาดเฉพาะทาง

eBay ระบุว่าผู้ขายสามารถเปิดขายให้ลูกค้าต่างประเทศได้ และเมื่อเลือกขายแบบ Global สินค้าสามารถปรากฏในผลการค้นหาของ eBay ในมากกว่า 200 ประเทศ

eBay ยังมีบริการ eBay International Shipping ในบางตลาด ซึ่งช่วยจัดการเรื่องการส่งระหว่างประเทศและเอกสารศุลกากรหลังจากผู้ขายส่งสินค้าไปยังศูนย์รับส่งที่กำหนด

เหมาะกับ

ข้อดี: ไม่จำเป็นต้องเป็นแบรนด์ใหญ่

ของบางอย่างที่ขายยากในไทย อาจมีคนตามหาอยู่ในตลาดต่างประเทศก็ได้

3. Etsy — ถ้าทำของสวย ๆ งานฝีมือ ต้องลอง

ถ้าสินค้าของคุณเป็นแนว

Etsy เป็นแพลตฟอร์มที่ควรศึกษา

Etsy ระบุว่าแพลตฟอร์มเน้นสินค้าที่ผู้ขายทำเอง ออกแบบเอง คัดสรร หรือจัดหาตามเกณฑ์ของ Etsy และเปิดให้ผู้ขายสร้างร้านเพื่อเข้าถึงลูกค้าจากทั่วโลก

ข้อดีคือสินค้าไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วยราคาถูกที่สุด

เพราะลูกค้าของ Etsy จำนวนมากกำลังมองหา ความแตกต่าง

เช่น

เครื่องประดับทำมือจากช่างไทย

อาจมีโอกาสมากกว่า

“เครื่องประดับราคาถูก”

เพราะเรื่องราวของสินค้าและความเป็นงานทำมือสามารถกลายเป็นจุดขายได้

เหมาะกับ: ร้านเล็ก ๆ ที่มีสินค้าดีไซน์เฉพาะตัว

4. Alibaba.com — ไม่ได้เน้นขายทีละชิ้น แต่เหมาะกับขายส่ง

ถ้าคุณไม่ได้อยากขายให้ลูกค้าทั่วไปทีละ 1–2 ชิ้น แต่ต้องการหา

“คนมารับสินค้าเราไปขายต่อ”

ให้ดู Alibaba.com

Alibaba.com เป็นแพลตฟอร์มแบบ B2B หรือ Business-to-Business ซึ่งเชื่อมผู้ขายกับผู้ซื้อและผู้นำเข้าจากต่างประเทศ

Alibaba ระบุว่าสามารถเข้าถึงผู้ซื้อในกว่า 200 ประเทศและภูมิภาค และมีระบบ RFQ สำหรับให้ผู้ซื้อส่งความต้องการเพื่อขอใบเสนอราคาจากผู้ขาย

เหมาะกับ

ตัวอย่างเช่น

ถ้าคุณทำกล่องกระดาษในไทย

การขายกล่องทีละ 10 ใบให้ลูกค้าต่างประเทศอาจไม่คุ้ม

แต่ถ้ามีผู้ซื้อสั่ง 10,000 ใบ

โมเดล B2B อาจเหมาะกว่า

5. THAITRADE.COM — ช่องทางของผู้ประกอบการไทยโดยตรง

ถ้าอยากเริ่มจากแพลตฟอร์มที่อยู่ภายใต้การส่งเสริมของภาครัฐ ลองดู THAITRADE.COM

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่า THAITRADE.COM มีทั้งรูปแบบ

B2B

สำหรับนำเสนอสินค้าเพื่อเจรจากับผู้ซื้อ/ผู้นำเข้า

และ

B2C

สำหรับเปิดร้านขายปลีกผ่านช่องทางที่เข้าร่วมโครงการ

นอกจากนี้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศยังมีโครงการ TOPTHAI ที่ช่วยนำสินค้าไทยเข้าสู่ Marketplace ต่างประเทศ เช่น Amazon, Tmall และ Shopee ในตลาดที่กำหนด

ข้อดี

เหมาะกับผู้ประกอบการไทยที่อยากเริ่มศึกษาการส่งออก และต้องการเข้าถึงโครงการหรือกิจกรรมสนับสนุนจากภาครัฐ

6. Shopee — ถ้าอยากเริ่มจากตลาดใกล้ไทย

ไม่จำเป็นว่าการขายต่างประเทศต้องเริ่มจากอเมริกาหรือยุโรป

บางครั้ง เริ่มจากประเทศเพื่อนบ้านอาจง่ายกว่า

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมีโครงการ TOPTHAI ที่นำสินค้าไทยไปขายบน Shopee ในตลาดอย่าง

โดยประเภทสินค้าที่เหมาะสมแตกต่างกันตามตลาด

ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจสำหรับร้านไทย เพราะระยะทางขนส่งสั้นกว่าตลาดยุโรปหรืออเมริกาในหลายกรณี

7. TikTok Shop — ขายหลายประเทศได้ แต่ต้องดูเป็นประเทศ ๆ ไป

TikTok Shop ก็เป็นอีกช่องทางที่หลายคนสนใจ เพราะสามารถใช้คอนเทนต์และวิดีโอช่วยขายสินค้าได้

แต่ต้องระวังเรื่องหนึ่ง

TikTok Shop ไม่ได้เปิดระบบเดียวให้ร้านไทยขายทุกประเทศทั่วโลกโดยอัตโนมัติ

ข้อมูลจาก TikTok Shop ระบุว่าหากต้องการขายในหลายประเทศ ผู้ขายอาจต้องสมัคร TikTok Shop แยกสำหรับแต่ละประเทศที่ต้องการขาย เนื่องจากบริการแยกตามประเทศหรือภูมิภาค

ดังนั้นถ้าคิดจะใช้ TikTok Shop เป็นช่องทางส่งออก ต้องเช็กก่อนว่า

ประเทศที่เราอยากขาย เปิดรับผู้ขายจากไทยหรือไม่

แล้วร้านเล็กควรเริ่มจากเว็บไหน?

ถ้าให้แบ่งง่าย ๆ ผมจะจัดแบบนี้

สินค้าของคุณแพลตฟอร์มที่น่าสนใจ
สินค้าแบรนด์ไทยAmazon
Handmade / งานฝีมือEtsy
ของสะสม / ของเฉพาะทางeBay
โรงงาน / ขายส่งAlibaba.com
ต้องการหาผู้นำเข้าTHAITRADE.COM
อยากเริ่มตลาดเอเชียShopee Cross Border
ใช้คอนเทนต์เป็นตัวขายTikTok Shop

แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเลือกแค่เว็บเดียว

บางร้านอาจใช้

Etsy + เว็บไซต์ตัวเอง

หรือ

Amazon + เว็บไซต์ตัวเอง

หรือ

Alibaba + THAITRADE.COM

เพื่อหาลูกค้าคนละกลุ่มก็ได้

ต้องมีบริษัทก่อนหรือเปล่า?

ไม่ใช่ทุกแพลตฟอร์มที่จะกำหนดเหมือนกัน

ตัวอย่างเช่น Etsy ระบุว่าไม่ได้กำหนดให้ผู้ขายต้องมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจเพื่อเปิดร้านบน Etsy แต่ผู้ขายยังคงต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจในประเทศของตัวเอง

ขณะที่โครงการ TOPTHAI ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมีคุณสมบัติเบื้องต้นบางอย่าง เช่น ต้องเป็นนิติบุคคล มีเอกสารบริษัท และมีคุณสมบัติตามเงื่อนไขของแต่ละแพลตฟอร์ม

เพราะฉะนั้นอย่าใช้กฎของเว็บหนึ่งไปตัดสินอีกเว็บหนึ่ง

เช็กเงื่อนไขของแพลตฟอร์มที่เราจะสมัครโดยตรงดีที่สุด

แล้วส่งของจากไทยไปต่างประเทศยังไง?

นี่คืออีกเรื่องที่ต้องคิดตั้งแต่ก่อนเปิดร้าน

เพราะการขายต่างประเทศไม่ได้มีแค่

“ลูกค้าสั่ง → เราแพค → ส่ง”

แต่ต้องคิดถึง

สำหรับร้านที่ส่งสินค้าชิ้นเล็กจากไทย ไปรษณีย์ไทยมีบริการ ePacket สำหรับการส่งออกระหว่างประเทศ โดยรองรับสิ่งของขนาดเล็ก น้ำหนักไม่เกิน 2 กก. ในหลายปลายทาง และบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร รองรับได้สูงสุด 5 กก.

ดังนั้นก่อนลงขายจริง แนะนำให้ลองคำนวณก่อนว่า

สินค้าราคา 500 บาท

ลูกค้าจะยังรู้สึกว่าราคาสมเหตุสมผลหรือไม่?

เพราะบางครั้ง สินค้าขายได้ แต่ค่าส่งทำให้ขายไม่ได้

อย่าเพิ่งเอาทุกอย่างไปขายต่างประเทศ

ก่อนเปิดตลาดต่างประเทศ ให้เลือกสินค้าที่เหมาะก่อน

สินค้าที่น่าสนใจมักเป็นสินค้าที่

น้ำหนักไม่มาก

ไม่แตกง่าย

เก็บได้นาน

มีเอกลักษณ์

ราคาขายมี Margin เหลือพอ

ไม่ติดข้อจำกัดการนำเข้า

เช่น

ของตกแต่งบ้านชิ้นเล็ก
งานฝีมือ
เครื่องประดับ
สินค้าแฟชั่นบางประเภท
ของใช้ที่มีดีไซน์
สินค้าที่สะท้อนความเป็นไทย

ในทางกลับกัน สินค้าที่หนักมาก ใหญ่ แตกง่าย หรือมีข้อจำกัดด้านอาหาร/ยา/เครื่องสำอาง อาจต้องศึกษาเรื่องกฎนำเข้าและเอกสารเพิ่มเติมก่อน

เริ่มขายต่างประเทศ ไม่จำเป็นต้องเริ่มใหญ่

ถ้าเป็นร้านเล็ก ผมแนะนำวิธีนี้

ขั้นที่ 1 — เลือกสินค้า 1–3 ตัว

อย่าเพิ่งเอาสินค้าทั้งร้านไปลง

เลือกตัวที่คิดว่ามีโอกาสขายต่างประเทศมากที่สุด

ขั้นที่ 2 — เลือกประเทศเดียวก่อน

เช่น

สหรัฐฯ

หรือ

สิงคโปร์

หรือ

ญี่ปุ่น

ขั้นที่ 3 — เลือก Marketplace ให้ตรงกับสินค้า

งาน Handmade → Etsy

แบรนด์สินค้า → Amazon

ของเฉพาะทาง → eBay

ขายส่ง → Alibaba

ขั้นที่ 4 — ทดลองส่งจริง

ลองส่งให้ตัวเองหรือคนรู้จักในประเทศนั้นก็ได้

เพื่อดูว่า

กี่วันถึง?

กล่องเสียหายไหม?

ค่าส่งจริงเท่าไหร่?

ขั้นที่ 5 — ค่อยเปิดขายจริง

พอรู้ต้นทุนจริงแล้วค่อยตั้งราคา

ขายต่างประเทศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

เมื่อก่อนคำว่า “ส่งออก” อาจทำให้เรานึกถึงตู้คอนเทนเนอร์ โรงงาน และบริษัทใหญ่ ๆ

แต่วันนี้ร้านเล็กที่มีสินค้าไม่กี่อย่างก็สามารถเริ่มขายให้ลูกค้าต่างประเทศผ่าน Marketplace ได้

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเองก็มีข้อมูลและโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายตลาดต่างประเทศ รวมถึงช่องทาง THAITRADE.COM และโครงการ TOPTHAI

ดังนั้นถ้าคุณมีสินค้าที่คิดว่า

“คนไทยชอบ แล้วฝรั่งจะชอบไหมนะ?”

อย่าเพิ่งตอบว่า “คงขายไม่ได้”

ลองเอาสินค้าไปดูตลาดก่อน

เพราะบางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าเป็น “ของธรรมดาในบ้านเรา”

อาจกลายเป็น

“ของแปลกและน่าสนใจมากสำหรับคนอีกประเทศหนึ่ง”

และนั่นอาจเป็นโอกาสให้ร้านเล็ก ๆ จากไทยได้ลูกค้ากลุ่มใหม่โดยไม่ต้องรอให้ธุรกิจใหญ่ก่อน

สรุปเว็บขายของไปต่างประเทศที่น่าสนใจ

Amazon → เหมาะกับแบรนด์และสินค้าที่ต้องการขยายตลาดจริงจัง

eBay → เหมาะกับสินค้าหลากหลาย ของสะสม และสินค้าเฉพาะทาง

Etsy → เหมาะกับ Handmade งานฝีมือ และสินค้าที่มีดีไซน์

Alibaba.com → เหมาะกับขายส่งและหาผู้นำเข้า

THAITRADE.COM → เหมาะกับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการช่องทาง B2B/B2C และโครงการสนับสนุนจาก DITP

Shopee Cross Border → เหมาะกับการเริ่มตลาดเอเชียในประเทศที่โครงการรองรับ

TikTok Shop → เหมาะกับสินค้าที่ใช้คอนเทนต์ช่วยขาย แต่ต้องเช็กการเปิดให้ขายในแต่ละประเทศ

สุดท้ายอย่าเลือกเว็บจากคำว่า “เว็บไหนคนเยอะที่สุด”

ให้เลือกจากคำถามว่า

“ลูกค้าที่อยากซื้อสินค้าของเรา อยู่ที่เว็บไหน?”

เพราะถ้าเลือกตลาดถูกตั้งแต่แรก ร้านเล็กจากไทยก็สามารถเริ่ม ขายของข้ามประเทศ ได้โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนมหาศาล